ทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็ม Seismic Test
dot
dot
LINK
dot
dot
รับข้อมูลข่าวสาร

dot
bulletวิศวกรรมสถาน
bulletสภาวิศวกร
bulletสภาสถาปนิก
bulletโยธาธิการและผังเมือง
bulletส่งเสริมความปลอดภัย


เพิ่มเพื่อน


ทดสอบความสมบูรณ์เสาเข็ม Seismic Test

 การตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธี Seismic Test (Low Strain Pile Integrity Test)

 

 

  PET-2PET-1

ภาพแสดงเครื่องมือทดสอบ PET

 

             การตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธี Seismic Test (Low Strain Pile Integrity Test) สามารถทำการทดสอบได้ทั้งเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงและเสาเข็มเจาะหล่อในที่ เป็นการประเมินและ ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของเสาเข็มในเบื้องต้น เช่น มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หน้าตัดเนื่องจากเกิดรอยคอดหรือบวม (Neck or Bulge) เกิดโพรง (Void) การแตกหักของเสาเข็มตอก เป็นต้น ซึ่งการทดสอบจะทำการติดตั้งตัวรับสัญญาณบนหัวเสาเข็มที่มีความสะอาด มีผิวที่เรียบแข็งและแห้ง จากนั้นจะทำการเคาะบนหัวเสาเข็มด้วย ค้อนทดสอบ (PIT Hand-Held Hammer) โดยแรงกระทำที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดคลื่นความเค้นอัด (Low-Strain Compression Wave) เดินทางลงไปในเสาเข็ม และเกิดการสะท้อนกลับขึ้นมาของคลื่นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะสัมพันธ์กับพื้นที่หน้าตัด โมดูลัสยืดหยุ่นของวัสดุ และความหนาแน่น ความเร็วคลื่นที่เกิดขึ้นในเนื้อคอนกรีตนี้ จะถูกบันทึกโดยตัวรับสัญญาณ และเก็บข้อมูลรวมทั้งแสดงผลในรูปแบบกราฟของความเร็วสัมพันธ์กับระยะเวลา ผ่านเครื่องทดสอบ (Pile IntegrityTester) จากนั้นจะนำข้อมูลเข้าเครื่อง คอมพิวเตอร์ เพื่อทำการ วิเคราะห์ และประมวลผลทดสอบด้วยโปรแกรม PET วิธีการทดสอบและการวิเคราะห์วิเคราะห์ผล จะเป็นไปตามมาตรฐาน ASTM D-5882

  Clip การทดสอบความสมบูรณ์และความยาวเข็ม Click

PET Test Clip    

ภาพตัวอย่างการแสดงผลกราฟความสมบูรณ์และความยาวเสาเข็ม

การตรวจความสมบูรณ์ของเสาเข็ม ด้วยวิธี seismic test หรือ echo test

"การตรวจความสมบูรณ์ของเสาเข็มทางอ้อมโดยวิธีโซนิกอินเทกริทีเทสท์ (Sonic Integrity Test) หรือที่รู้จักกันในชื่ออื่นว่า Seismic Test หรือ Echo Test นั้น ได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะสามารถตรวจได้รวดเร็วและราคาไม่แพง แต่มีข้อจำกัดที่ต้องดำเนินการโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่รอบรู้ทั้งงานเสาเข็มและชั้นดินจึงจะวิเคราะห์และแปลคลื่นสัญญาณออกมาได้ถูกต้องน่าเชื่อถือ "

เสาเข็ม


บทคัดย่อ 

         การตรวจความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะทางอ้อมโดยวิธีโซนิกอินเทกริทีเทสท์ (Sonic Integrity Test) หรือที่รู้จักกันในชื่ออื่นว่า Seismic Test หรือ Echo Test นั้นได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะสามารถตรวจได้รวดเร็วและราคาไม่แพง แต่มีข้อจำกัดที่ต้องดำเนินการโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่รอบรู้ทั้งงานเสาเข็มและชั้นดินจึงจะ วิเคราะห์และแปลคลื่นสัญญาณออกมาได้ถูกต้องน่าเชื่อถือซึ่งในหลายประเทศได้ป้องกันความผิดพลาดโดยการจัดทำข้อกำหนดมาตร ฐานการตรวจสอบ และการวิเคราะห์ไว้ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่มีการใช้เสาเข็มเจาะกันมากประเทศหนึ่งในโลก แต่ยังไม่มีสถาบันทางวิศวกรรมกำหนดหรือควบคุมการตรวจสอบให้การรับรองหรือกำหนดคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบและวิเคราะห์การตรวจสอบโดยวิธีนี้ไว้ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ไม่เพียงพอเสนอตัวเข้ามาทำการตรวจสอบ และพบว่ารายงานสรุปการตรวจสอบในหลายกรณีโดยผู้มีประสบการณ์ไม่เพียงพอให้ผลไม่สอดคล้องกับสภาพจริง (Features) ของตัวเสาเข็ม บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อแนะนำวิธีการวิเคราะห์และการแปลสัญญาณจากแหล่งต่างๆ ตลอดจนจากประสบการณ์บางส่วนของผู้เขียนเอง เพื่อให้ผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบโดยวิธีนี้นำไปใช้พิจ ารณาประกอบการ วิเคราะห์และสรุปผลตามควรแก่กรณี 

1.บทนำ 
  การตรวจสอบความสมบูรณ์ (Integrity) ของเสาเข็มโดยใช้วิธี Low - Strain Sonic Integrity Testing (LST) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบทางอ้อม (Indirect Testing) ได้รับความนิยมแพร่หลายระบบหนึ่งเนื่องจากตรวจได้รวดเร็วและราคาประหยัด แต่การวิเคราะห์ผลต้องอาศัยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ทั้ง เรื่องเสาเข็มและ สภาวะของชั้นดินที่อาจมีอิทธิพลต่อคลื่นสัญญาณสะท้อนกลับที่ตรวจจับได้โดย Sensor ที่หัวเสาเข็ม ซึ่งอาจมีสาเหตุทั้งที่เกิดจากสภาพโครงสร้างของเสาเข็มเอง (Structural Conditions) หรือจากสภาพชั้นดิน (Geotechnical Condition) รอบเสาเข็มอยู่ก็ได้ หากการวิเคราะห์กระทำอย่างง่ายๆ โดยผู้ที่มีความรู้หรือประสบการณ์ที่จำกัดแล้ว การแปลสัญญาณอาจผิดพลาดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากเสาเข็มเจาะมีราคาต้นละหลายหมื่นถึงหลายแสนบาท ผู้เกี่ยวข้องจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบในการว่าจ้างผู้ตรวจสอบโ ดยไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาเท่านั้น ในหลายประเทศมีการป้องกันโดยกำหนดมาตรฐานการทดสอบไว้ เช่น AS 2159-1955 Section 8.5[3] , อเมริกามี ASTM D 5882[1] , จีนมี JGJ / T93-95[4] , ฝรั่งเศล มี Norme Francaise NFP94-160-2[7] , สหราชอาณาจักร มี ICE Specification for Piling [5] , เยอรมัน มี German Society for Geotechiques E.V. Dynamic Pile Integrity Tests - Draft[6] เป็นต้น   บทความนี้จึงรวบรวมข้อแนะนำจากแหล่งต่างๆ ร่วมกับประสบการณ์ของผู้เขียนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเสาเข็มโดยวิธีนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 โดยจะกล่าวถึงตัวแปรต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อคลื่นสัญญาณที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมใน การสรุปผลการตรวจความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของตัวเข็ม 

2.คำจำกัดความต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Sonic Integrity Test 
Pile Integrity ; คือ การประเมินคุณสมบัติทางกายภาพของรูปร่างเสาเข็ม ความต่อเนื่องของตัวเสาเข็มและคุณภาพของคอนกรีตที่ใช้หล่อตัวเสาเข็ม โดยใช้คลื่นสั่นสะเทือน (Stress Wave) วิ่งผ่านคอนกรีตสู่ด้านล่างและจับคลื่นที่สะท้อนกลับมาที่หัวเสาเข็มโดยอุปกรณ์ตรวจจับ (Sensor) ที่ติดตั้งไว้ที่หัวเสาเข็ม การสะท้อนกลับของคลื่นสัญญาณที่จับได้อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยน แปลงของชั้นดินได้เช่นกัน 

Impedance , (Z) ; คือ พฤติกรรมการตอบสนองของเสาเข็มต่อการเคลื่อนที่ของคลื่นสั่นสะเทือน (Stress Wave) ที่เกิดจากการกระตุ้นทางกลให้กระจายผ่านในวัสดุเสาเข็มเป็นสำคัญ หากคุณสมบัติของวัสดุเสาเข็มมีการเปลี่ยนแปลงค่าอิมพีแด๊นจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย และจะมีผลต่อการกระจายหรือการสะท้อนกลับของคลื่นในเสาเข็มที่หน้าตัดและคุณสมบัติของคอนกรีตสม่ำเสมอตลอดทั้งต้น จะมีค่าอินพีแด๊นที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงค่า Impedance , (z) สำหรับ Low Strain Integrity Test จะหาได้ตามสมการ 

                          Z = EA/C

                          Z = ค่าอิมพิแดนซ์
                          A = พื้นที่หน้าตัดเสาเข็ม

                          C = ค่าความเร็วคลื่นที่ส่งผ่านไปยังเสาเข็ม

Pile Defect ; หมายถึง เสาเข็มที่ก่อสร้างแล้วมีโครงสร้างไม่เป็นตามที่กำหนดไว้ หากเกิดขึ้นอย่างเด่นชัด (Major Defect) แล้วอาจกระทบต่อการรับน้ำหนักทั้งระยะสั้นและยาวได้ ในเสาเข็มเจาะอาจยอมให้มีความไม่สมบูรณ์ส่วนน้อย (Minor Defect) เกิดได้โดยจะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงในการรับน้ำหนักที่ออกแบบไว้ Turner , [10] 

3.หลักการในการตรวจสอบ 
การทดสอบกระทำโดยใช้ฆ้อนขนาดเล็ก เคาะคอนกรีตที่หัวเสาเข็มและ จับคลื่นสะท้อนกลับโดย Sensor ที่หัวเสาเข็ม ตามรูปที่ 1 แรงจากค้อนขนาดเล็กที่เคาะ จะก่อให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือน (Compressive shock wave) เคลื่อนลงสู่ปลายด้านล่างและ สะท้อนกลับขึ้นสู่หัวเสาเข็มทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนซึ่ง จะขึ้นอยู่กับค่า Impedance ว่าเกิดมีการเปลี่ยนแปลง ที่ปลายเสาเข็มหรือจาก ตำแหน่งใดๆ ในตัวเสาเข็มหรือไม่ หรือจากสภาพของตัวเสาเข็มเอง การที่คลื่น Stress wave เคลื่อนที่ผ่านไปตามวัสดุตัวเสาเข็ม ด้วยอัตราความเร็ว c , ใช้เวลาเข้ากับ t (คิดจากเวลาที่เริ่มเคาะถึงเวลาที่คลื่น สะท้อนกลับถึงหัวเสาเข็ม) ทำให้สามารถหาระยะทางที่คลื่น Stress wave เดินทางได้จากสมการ t = 2L/c หรือ L = c.t /2 โดย คือระยะทางจากหัวเสาเข็มถึง ระดับที่คลื่นสะท้อนกลับ ถ้าประเมินค่า ได้ใกล้เคียงและบันทึกเวลา ไว้ได้ถูกต้องก็จะคำนวณหาความยาวของ เสาเข็มหรือระดับที่คลื่นสะท้อนกลับได้ ซึ่งสามารถนำมาเทียบกับข้อมูลที่ก่อสร้างไว้ หากการเปรียบเทียบได้ความยาวตรงกันจะ ทำให้หาระดับที่คลื่นสะท้อนกลับที่จุดใดๆได้ถูกต้องด้วย แต่หากการเปรียบเทียบขัดแย้งกันมากจะต้อง ทำการตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างนี้ โดยอาจจะเป็นผลกระทบจากสภาพของเสาเข็ม (Feature) หรือจากเรื่องอื่นๆเช่นสภาวะชั้นดิน เป็นต้น 

4.การเคลื่อนที่ของคลื่นสัญญาณในตัวเสาเข็ม 
Low Strain Integrity Test (LST) คือ การตรวจสอบที่ใช้การวิเคราะห์คลื่นสะท้อนกลับขึ้นสู่หัวเสาเข็ม เป็นหลัก โดยทั่งไปคลื่นจะสะท้อนกลับจากระดับที่เกิดมีการเปลี่ยนแปลง เช่น คุณสมบัติของวัสดุ ขนาดของหน้าตัด หรือจากระบบของการยึดเกาะกันของเสาเข็มกับดินโดยรอบ (Pile - Soil System) เสาเข็มแม้จะฝังในชั้นดินที่มีคุณสมบัติสม่ำเสมอเป็นชนิดเดียวกับ(Uniform Homogeneous Soils) แต่การเดินทางของคลื่นลงสู่เบื่องล่างก็ยังมีปัจจัยหรืออิทธิพล เกี่ยวข้องได้อีก คือ (ก) คุณสมบัติของวัสดุเสาเข็มเอง (ข) ความอ่อนหรือแข็ง (Stiffness) ของชั้นดิน (ค) ความไม่สม่ำเสมอของรูปทรงภายนอกหรือคุณสมบัติภายในของเสาเข็ม เป็นต้น เสาเข็มที่มีอิมพีแด๊นสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลงแต่ถ้ามีความยาวมา กๆ แล้วคลื่นสัญญาณมักไม่มีการสะท้อนกลับมาที่หัวเสาเข็มแต่จะซึมซ ับหายเข้าไปในชั้นดิน ส่วนเสาเข็มที่ฝังในชั้นดินที่มีคุณสมบัติไม่สม่ำเสมอ (None Homogeneous Soils) นั้น อิทธิพลของชั้นดินจะมีผลต่อ Stress wave ได้ เช่น ชั้นดินเปลี่ยนดินเหนียวอ่อน เป็นดินเหนียวแข็งจะทำให้คลื่นเกิดสะท้อนกลับแต่เพียวบางส่วนหรือทั้งหมด ในลักษณะคล้ายกับอิมพีแด๊นของเสาเข็มเกิดการเปลี่ยนแปลง 

การเปลี่ยนแปลงของอิมพีแด๊นจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทั้งของเสาเข็มและของชั้นดิน ดังนั้นแม้ว่าจะพบการเปลี่ยนแปลงของอิมพีแด๊น แต่ก็ยังสรุปโดยทันทีไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีสาเหตุตายตัวมาจากข้อหนึ่งหัวข้อใด เช่น (ก) ขนาดเสาเข็ม (ข) คุณภาพวัสดุเสาเข็ม หรือ (ค) เปลี่ยนแปลงของชั้นดิน แต่ต้องนำมาข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาประกอบอย่างละเอียดก่อนทำการตัดสินใจสรุป 

5.การแยกหมวดหมู่ของคลื่นสัญญาณทดสอบที่ตรวจจับได้ 
เนื่องจากอิมพีแด๊นอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้จากสาเหตุหลายป ระการ ดังนั้นเพื่อให้การวิเคราะห์และแปลความหมายทำได้ง่ายและถูกต้อง มากขึ้น Turner , [10] จึงได้เสนอการจัดหมวดหมู่ของคลื่นสัญญาณสะท้อนกลับที่ตรวจจับได้ที่หัวเสาเข็มไว้เป็น ประเภท คือ 

5.1 Type O Signal : เป็นคลื่นสัญญาณที่ไม่สามารถตรวจจับคลื่น ที่สะท้อนกลับมาจากปลายเสาเข็มได้ เนื่องจากคลื่นสัญญาณถูกซึมซับ (Damping Effect) โดยชั้นดินรอบ ๆ เสาเข็มจนเจือจางมากทำให้ไม่สามารถสังเกต เห็นได้จากอุปกรณ์ตรวจจับ ดังนั้นคลื่นสัญญาณที่ตรวจจับได้นี้จะบอกเป็นนัยว่าในระดับความลึก ประสิทธิผลที่คลื่นสามารถผ่านลงไปได้นั้น ไม่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่าอิมพีแด๊น ของตัวเสาเข็มมากพอ ที่จะสามารถตรวจจับได้จากการทดสอบ แสดงว่าเสาเข็มไม่มีปัญหา และคลื่นสัญญาณชนิดนี้ตาม รูปที่ 

 

  signal
5.2 Type 1 Signal : แสดงคลื่นสัญญาณสะท้อนกลับให้เห็น อย่างชัดเจนหนึ่งตำแหน่ง แสดงว่าเสาเข็มต้นที่ทดสอบนี้ค่าอิมพีแด๊นมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนอยู่หนึ่งตำแหน่งซึ่ง อาจเป็นที่ตำแหน่งปลายเสาเข็มหรือ ระดับความลึกอื่นในตัวเสาเข็ม แล้วแต่กรณีโดยไม่ปรากฏว่ามีคลื่นสะท้อนอื่น ๆ ที่สำคัญให้เห็นในสัญญาณทดสอบอีก (คลื่นสะท้อนอื่น ๆ ที่สำคัญ หมายถึง คลื่นสะท้อนที่มีระดับความเข้มประมาณ 50% ของคลื่นสะท้อนจากปลายเสาเข็ม) สัญญาณ Type 1 Signal ตามรูปที่ นี้ คล้ายกับสัญญาณปกติตามทฤษฎี และสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ในกรณีที่อิมพีแด๊นเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างมากหรือคอนกรีตตัวเสาเข็ม ขาดความต่อเนื่องคลื่นสัญญาณจะ เกิดการสะท้อนกลับซ้ำที่ตำแหน่งเดิม โดยจะแสดงให้เห็นจากคลื่นสัญญาณสะท้อนซ้ำๆ เกิดขึ้นเป็นระยะทางเท่าๆกัน ตามรูปที่ แสดงว่าเสาเข็มเกิดปัญหา 

 

signal2


5.3 Type 2 Signal : เป็นสัญญาณที่ประกอบด้วยคลื่นสะท้อนกลับ ที่สำคัญมากกว่าหนึ่งตำแหน่งและ มีการทับซ้อนกันของคลื่นที่สะท้อนกลับมาจาก ตำแหน่งที่ต่างกันในตัวเสาเข็ม จนทำให้การแปลความหมายคลื่นสัญญาณเป็นไป ด้วยความยุ่งยากมากกว่า Type 0 และ Type 1 การแปลคลื่นสัญญาณแบบนี้จะยุ่งยาก คือ การที่สามารถเห็นคลื่นสัญญาณที่สะท้อนกลับ จากตำแหน่งปลายเสาเข็มตามความยาว ที่คาดหมายไว้ได้อย่างชัดเจนและยังมีคลื่นสะท้อนกลับ จากตำแหน่งอื่นในเสาเข็มที่อิมพีแด๊น เกิดมีการเปลี่ยนแปลงมาให้เห็นด้วย ตามรูปที่ 5 ในบางกรณี คลื่นสัญญาณ Type 2 นี้อาจมีคลื่นสะท้อนหลายตำแหน่งแต่คลื่นดังกล่าว ไม่แสดงความชัดเจนใดๆ ให้เห็นเลยก็ได้ คลื่นสัญญาณในลักษณะ Type 2 นี้จะมีสารพัดรูปแบบจนการอธิบายคลื่นสัญญาณ จะกระทำแบบปกติโดยผู้ไม่ชำนาญไม่ได้ Turner [10] ได้แสดงความเห็นไว้ว่าคลื่นสะท้อนกลับ จากปลายเสาเข็มในคลื่นสัญญาณแบบType 2 นี้ จะสามารถจำแนกออกได้จากประสบการณ์ และวิจารณญาณของวิศวกรผู้ตรวจสอบ ที่เชี่ยวชาญเท่านั้นในขณะที่ Amir , [2] 
กล่าวว่าให้ระวังผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ประเภทใช้วาทะศิลป์ (Artistical Approach) ใช้วิธีการแบบหมอดูลายมือ (Palm Readers) คือ จะดูแต่รูปสัญญาณโดยไม่สนใจข้อมูลอื่นพิจารณาประกอบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้จะชอบคลื่น สัญญาณที่ดูย่งยากเนื่องจากจะแปลอย่างไรก็ได้ (the more ambiguous the reflectogram , the better.) และ Sliwinski and Fleming , [5] ก็ได้กล่าวไว้ว่างานตรวจสอบโดยวิธีนี้เป็นงานของผู้ที่มีประสบการณ์เท่านั้น ไม่ใช่งานที่เหมาะสมกับมือสมัครเล่น (Experience and skill are necessary in the execution and interpretation of all such tests and that it is not a suitable activity for unskilled amateurs.) 

 

signal 3

 


6.ขั้นตอนการวิเคราะห์และแปลความหมายของคลื่นสัญญาณ 
การจะวิเคราะห์และแปลความหมายคลื่นสัญญาณที่ตรวจจับได้ที่ตรวจเสาเข็ม (Reflectogram) ให้ได้ผลที่น่าเชื่อถือและมีความถูกต้องนั้น โดยทั่วไปจะต้องดำเนินการเป็นสองขั้นตอน คือ 

ขั้นตอนแรก ให้คำนวนหาระดับหาความลึกที่อิมพีแด๊นมีการเปลี่ยนแปลงจากคลื่น สัญญาณ โดยการวิเคราะห์รูปแบบที่เปลี่ยนแปลงให้เห็นถึงรูปลักษณ์ของเสา เข็ม เช่น เป็นการเพิ่มหรือลดอิมพีแด๊นของตัวเสาเองใช่หรือไม่ (หากใช่ก็แสดงเป็นนัยว่าStructural Impedance Change) ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นการพิจารณาจากคลื่นสัญญาณทดสอบ (Acoustic Interpretation) อย่างเดียวก่อน 

ขั้นตอนที่สอง เป็นการแยกแปลความหมายของรูปลักษณะหรือสภาพของเสาเข็ม (Features) แต่ละรูปแบบจากข้อมูลของการก่อสร้างเสาเข็ม ซึ่งต้องพิจารณาข้อมูลต่างๆ ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องประกอบ เช่น ชั้นดินในหน่วยงาน ระเบียนการก่อสร้างเสาเข็มโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบเสาเข็ม (เจาะแห้งหรือเจาะเปียก ความยาวปลอกเหล็กชั่วคราว ปริมาณคอนกรีตที่ใช้และปัญหาในระหว่างการก่อสร้าง เป็นต้น) 

หลังจากนั้นจึงตั้งสมมุติฐานตามลักษณะคลื่นสัญญาณว่าการเปลี่ยน แปลงของอิมพีแด๊นเกิดจากอะไร มาจากสาเหตุเดียวหรือจากหลายๆ สาเหตุรวมกัน การแปลความหมายของส่วนข้องต้นจะสามารถเห็นความแตกตางระหว่างการ รู้อะไรจากผลการวิเคราะห์ และอะไรคือการสรุปที่ต้องใช้ข้อมูลมากกว่าที่คลื่นสัญญาณทดสอบ จะให้ได้ซึ่งรวมถึงการใช้ขอบเขตวิจารณญาณและประสบการณ์ของผู้แป ลสัญญาณด้วย และต้องพึงระลึกเสมอว่าการตรวจสอบด้วยวิธี Low Strain Sonic Integrity Test นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการวิเคราะห์สภาพของเสาเข็ม (Pile Features) ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือหรือของวิศวกรผู้เช ี่ยวชาญว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจึงต้องให้ข้อมูลแก่วิศวกรผู้เชี่ยวชาญให้ มากที่สุดเท่าที่มีอยู่ เพื่อให้ผลการวิเคราะห์ทำได้ถูกต้องมากที่สุด 

7.การแปลสัญญาณโดยใช้ Beta Method 
ได้มีผู้ตรวจสอบบางรายนำ Beta - method ที่ใช้ในงานทดสอบ Dynamic Load Test ที่แนะนำโดย Rausche and Goble [8] มาใช้ในการตรวจสอบโดย LST ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องเพราะ LST ไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดแรงจากค้อนขนาดเล็กที่หัวเสาเข็ม และเครื่องมือไม่สามารถแยกแยะเองได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของอิมพีแ ด๊นเกิดจากโครงสร้างเปลี่ยนแปลง (Structural Change) , ชั้นดินเปลี่ยนแปลง (Geotechnical Change) หรือจากวิธีการก่อสร้าง (Construction Method) กันแน่เปรียบเช่นการ X - Ray หรือ Ultra Sound ในทางการแพทย์ที่เครื่องระบุไม่ได้ว่าคนไข้เป็นอะไรต้องการให้แ พทย์ผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ฟิล์มร่วมกับประวัติคนไข้ฉันใด การตรวจเสาเข็มวิศวกรผู้เชี่ยวชาญก็ต้องวิเคราะห์คลื่นสัญญาณร่ วมกับข้อมูลอื่นของเสาเข็มฉันนั้น โดยธรรมชาติของเสาเข็มเจาะในชั้นดินอ่อนกรุงเทพฯ 15 เมตร บนต้องใช้ปลอกเหล็กชั่วคราวจนทำให้เสาเข็มส่วนบนมีขนาดใหญ่กว่า ปกติเสมอ (รูปที่ 6) หากตรวจโดยระบบ อาจคิดว่าเสาเข็มมีปัญหาแต่แท้จริง แล้วเสาเข็มมีสภาพสมบูรณ์ตามธรรมชาติของงานเพียงแต่ช่วง 15 เมตร บนมีขนาดใหญ่กว่าแบบซึ่งเห็นได้จากรูปที่ ที่ถ่ายจากงานขุดห้องใต้ดิน ชั้น ทำให้มองเห็นหัวเสาเข็มที่อยู่สูงกว่าปลายปลอกเหล็กชั่วคราวเล็ กน้อยว่า มีขนาดใหญ่กว่าเสาเข็มที่ระดับต่ำกว่าปลายปลอกเหล็ก 

8.บทสรุป 
การตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะโดยวิธี โซนิกอินเทกรีทีเทสติ้ง เป็นวิธีที่เหมาะสม ทำให้รวดเร็วและราคาประหยัดแต่ต้องทำการวิเคราะห์และแลคลื่นสัญญาณโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญผู้ที่รู้เรื่องงานเสาเข็มเจาะ และชั้นดินด้วยเท่านั้นจึงจะแปลได้ถูกต้อง การแปลโดยระบบ "เบต้า" ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะเครื่องอาจแปลความหมายผิดพลาดไม่สอดคล้องกับสภาพจริงของตั วเสาเข็มได้ง่าย สถาบันทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องควรยกระดับคุณภาพการตรวจสอบโดยจ ัดทำมาตรฐานการตรวจสอบ ให้เท่าเทียมกับนานาประเทศออกมาสำหรับเป็นคู่มือใช้งาน 

ผู้สนับสนุนข้อมูล www.seafco.co.th 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



ทดสอบเข็ม

การตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มด้วยวิธี Seismic Test
ขอราคาทดสอบเข็ม Seismic Test
เครื่องมือทดสอบเข็ม Seismic Test PET
มาตราฐาน ASTMD 5882-07
มาตรฐาน มยผ.1551-51



Copyright © 2010 All Rights Reserved.